ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros rhodocalyx kurz
ชื่อสามัญ : Ebong
วงศ์ :
EBENACEAE
ชื่ออื่น : ตะโกนา, โก, นมงัว, มะโก,
มะถ่าน, ไฟผี, พระยาช้างดำ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น เป็นไม้ต้น สูงได้ถึง 15 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็งและเหนียว อายุยืนยาว ลำต้นมีเปลือกหุ้มสีดำแตกเป็นสะเก็ดหนาๆ
ใบ เดี่ยวเรียงสลับกันรูปไข่ หรือรูปป้อมๆ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม
ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน ป้าน เว้าเข้า หรือหยักคอดเป็นติ่งสั้นๆ
ผิวเกลี้ยงเขียวสด ใบดกและหนาทึบ
ดอก
ออกตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 1–3 มม.
มีขนนุ่ม ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อๆ ละประมาณ 3
ดอก ดอกเพศเมียออกดอกเดี่ยวๆ
ผล กลมเมื่ออ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง โคนและปลายผลมักบุ๋ม มียางมาก
ประโยชน์ของตะโก
1.
ผลสุกของตะโกนาสามารถใช้รับประทานได้
โดยจะมีรสหวานฝาดบ้างว่านำผลมารับประทานโดยนำมาทำเหมือนกับส้มตำ
โดยคุณค่าทางโภชนาการของผลตะโกนาต่อ 100
กรัม ประกอบไปด้วย พลังงาน 99 แคลอรี, คาร์โบไฮเดรต 24.5 กรัม, น้ำ 73.6
กรัม, เส้นใย 1.5 กรัม,
โปรตีน 0.3 กรัม, วิตามินบี
2 1.37 มิลลิกรัม, วิตามินซี 79
มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 19 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
และธาตุฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม
2.
ต้นตะโกจะออกผลดกทุกปี
จึงเป็นอาหารให้แก่สัตว์ได้จำนวนมาก
3.
ผลอ่อนหรือผลดิบใช้สำหรับย้อมสีผ้า
แห อวน มาตั้งแต่โบราณ โดยสีที่ได้คือสีน้ำตาล แต่คุณภาพจะไม่ดีมากนัก
เพราะสีของเส้นไหมจะตกและไม่ทนทานต่อแสง และคุณภาพที่ได้จะไม่ดีเท่ากับมะพลับโดยยางของลูกตะโกที่นำมาละลายน้ำใช้สำหรับการย้อมแหและอวนนั้น
จะมีราคาถูกกว่ายางมะพลับ จึงมีพ่อค้าหัวใสนำยางของผลตะโกมาปลอมขายเป็นยางมะพลับ
จึงเกิดคำพังเพยที่ว่า “ต่อหน้ามะพลับ
ลับหลังตะโก”
4.
เนื้อไม้เป็นสีขาวหรือออกสีน้ำตาลอ่อน
มีความแข็งแรง มีความเหนียว เนื้อค่อนข้างละเอียด สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือน
เครื่องใช้ เครื่องมือทางการเกษตร เช่น ทำเสา รอด ตง คาน ฯลฯ
5.
ต้นตะโกเป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกเพื่อใช้นำมาทำไม้ดัดมากที่สุด
ใช้ปลูกเพื่อตกแต่งสวนหรือสนามหญ้า เพราะมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
ง่ายต่อการเพาะเลี้ยงและบำรุงรักษา
6.
เนื่องจากต้นตะโกเป็นไม้ที่มีอายุยืน
และทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี เชื่อว่าเป็นไม้มงคล
หากนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศใต้
จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านมีความอดทนเหมือนต้นตะโก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น