วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ต้นลีลาวดีลูกศร


ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Plumeria spp.
ชื่อสามัญ :    Frangipani , Pagoda tree, Temple tree
วงศ์ :    Apocynaceae
ชื่ออื่น :  ใบหอก


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
        ลำต้น เป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก อาจสูงถึง 12 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียว อ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนา ต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้น      

        ใบ ป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะแตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกัน 
        ดอก  โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอก ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเอง
         ผล มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ



ประโยชน์ของลีลาวดีลูกศร
1.       ดอกลีลาวดีใช้ผสมกับพลู ทำเป็นยาแก้ไข้และไข้มาลาเรีย (ดอกลีลาวดี, เปลือกต้น)
2.       ช่วยรักษาไข้หวัด (ราก)
3.       ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไอ (เนื้อไม้)
4.       ช่วยถ่ายเสมหะและโลหิต (ยางและแก่น)
5.       ช่วยขับเหงื่อ แก้ร้อนใน (ราก)
6.       ช่วยรักษาโรคหืดหอบ ด้วยการใช้ใบลีลาวดีแห้งนำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม (ใบแห้ง)
7.       ยางจากต้นลีลาวดีใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรทำเป็นยาแก้อาการปวดฟัน (ยางจากต้น)
8.       มีการนำมาใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า (ต้น)
9.       ใช้ปรุงเป็นยาถ่าย (เนื้อไม้, ยางจากต้น, เปลือกราก, เปลือกต้น)
10.   ช่วยขับลมในกระเพาะ (เปลือกราก)
11.   ใช้เปลือกต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันเนย และข้าว ทำเป็นยาแก้ท้องเดิน(เปลือกต้น)
12.   ใช้เปลือกต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันเนย และข้าว ทำเป็นยาขับปัสสาวะ (เปลือกต้น)
13.   ฝักนำมาฝนเพื่อนำมาใช้ทาแก้ริดสีดวงทวารได้ (ฝัก)
14.   ช่วยขับระดู (เปลือกต้น)
15.   ช่วยในการขับพยาธิ (เนื้อไม้)
16.   ใช้เปลือกรากปรุงเป็นยารักษาโรคหนองใน (เปลือกราก)
17.   ช่วยรักษาโรคโกโนเรียหรือโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) (เปลือกต้น)
18.   ช่วยรักษากามโรค (ยางและแก่น)
19.   ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ (ยากจากต้น,เปลือกราก)
20.   ใบสดใช้ชงกับน้ำร้อนรักษาหิด (ใบสด)
21.   ใบสดลีลาวดีลนไฟประคบร้อนช่วยแก้อาการปวดบวมได้ (ใบสด)
22.   ใช้ปรุงเป็นยาถ่ายพิษทั้งปวง (ยางและแก่น)
23.   ยางจากต้นลีลาวดีใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรทำเป็นยาแก้คัน (ยางจากต้น)
24.   ดอกใช้ทำธูป (ดอก)
25.   กลิ่นของดอกลีลาวดีช่วยทำให้นอนหลับสบาย
26.   มีความเชื่อว่ากลิ่นของดอกลีลาวดีจะช่วยลดความรู้สึกทางเพศ เหมาะสำหรับนักบวชและผู้ฝึกตน ที่ไม่ต้องการให้กามารมณ์มากวนใจ
27.   ต้นลีลาวดีนิยมใช้ในการจัดสวนเพื่อตกแต่งภูมิทัศน์เป็นอย่างมาก โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกกันก็คือ พันธุ์ขาวพวงหรือพันธุ์ดั้งเดิมนั่นเอง


ต้นหางนกยูงฝรั่ง


ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Delonix regia (Bojer ex Hook.)
ชื่อสามัญ :    Flamebuoyant Tree, Flam of the forest, Peacock flower
วงศ์ :    LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่ออื่น : นกยูงฝรั่ง อินทรี (ภาคกลางทั่วไป), ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), หงอนยูง (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
       ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เมื่อต้นโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 12-18 เมตร มีเรือนยอดแบแผ่กว้างเป็นทรงกลมคล้ายร่ม และแผ่กิ่งก้านออกคล้ายกับต้นจามจุรี แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ลำต้นหางนกยูงฝรั่ง ลักษณะลำต้นจะเกลี้ยง เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อนอมขาวถึงสีน้ำตาลเข้ม โคนต้นเป็นพูพอน และเมื่อต้นโตเต็มที่มักจะมีรากโผล่ขึ้นมาบนดินโดยรอบ  
        ใบ ลักษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นเรียงเวียนสลับกัน และมีใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน โดยขนาดของใบย่อยจะมีขนาดใกล้เคียงกับใบย่อยของมะขาม แผ่นใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายกลมโคนเบี้ยว ผิวใบเกลี้ยง ต้นหางนกยูงฝรั่งเป็นพืชผลัดใบ ซึ่งมักจะผลัดใบในช่วงเดือนมีนาคมถึงช่วงเดือนมิถุนายน
        ดอก  ลักษณะเป็นช่อดอก ออกดอกตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกประกอบด้วย 2 สี คือสีแดงและสีเหลือง แต่เวลามองอาจจะเห็นเป็นสีแสด ซึ่งดอกใดที่มีสีเหลืองมากกว่า ดอกก็เป็นสีแสดออกเหลือง ๆ แต่ถ้าดอกใดมีสีแดงมากกว่าก็จะออกเป็นสีแสดออกแดง (แต่ก็มีหางนกยูงบางต้นที่สามารถออกดอกเป็นสีแดงแท้ ๆ และดอกหางนกยูงฝรั่งสีเหลืองแท้ได้เหมือนกัน แต่ก็หาดูได้ยากนัก) ปกติแล้วโดยทั่วไปจะพบแต่หางนกยูงดอกสีแสด และดอกหางนกยูงฝรั่งจะออกดอกและทิ้งใบอยู่ใต้ต้นเหลือแต่บอกที่บานสะพรั่ง ทำให้ดูงดงามมากเป็นพิเศษ โดยในประเทศไทยฤดูที่ออกดอกของต้นหางนกยูงฝรั่ง ก็คือในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม


         ผล ลักษณะของผลเป็นฝักแบนแข็ง โค้งเป็นรูปดาบ ยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ลักษณะของฝักเป็นข้อ ๆ แต่ละข้อจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมื่อฝักแก่จะแตกออก และในฝักมีเมล็ดเรียงอยู่ตามขวางประมาณ 20-40 เมล็ด เมล็ดอ่อนมีสีเขียว ส่วนเมล็ดแก่เต็มที่จะเป็นสีเทาอมขาว ลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลม (หรือทรงกระบอกหัวท้ายมน)

 ประโยชน์ของหางนกยูงฝรั่ง
1.       เมล็ดอ่อนสามารถนำมารับประทานสดได้ แต่ถ้าเป็นเมล็ดแก่ต้องนำมาทำให้สุกก่อนจึงจะสามารถรับประทานได้ (เนื่องจากเมล็ดแก่มีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ และจะถูกทำลายได้โดยความร้อน)
2.       เมล็ดสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้ เช่น การนำมาทำเป็นขนมหวานด้วยวิธีต้มกับน้ำตาลราดกะทิ เป็นต้น
3.       ต้นเป็นต้นไม้ที่เป็นทรงพุ่มสวยงดงามมาก สีของดอกดูสวยสดใส เป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ง่ายและทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง มักนิยมปลูกไว้ประดับตามสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมไปถึงสวนสาธารณะและตามขอบถนนหนทางต่าง ๆ
4.       รากนำมาต้มหรือนำมาทอดรับประทานร่วมกับอาหารได้
5.       สรรพคุณของต้น สรรพคุณของลำต้นนำมาฝนใช้ทาแก้พิษ ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ (ลำต้น)
6.       ลักษณะของผลเป็นฝักแบนแข็ง โค้งเป็นรูปดาบ ยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ลักษณะของฝักเป็นข้อ ๆ แต่ละข้อจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมื่อฝักแก่จะแตกออก และในฝักมีเมล็ดเรียงอยู่ตามขวางประมาณ 20-40 เมล็ด เมล็ดอ่อนมีสีเขียว ส่วนเมล็ดแก่เต็มที่จะเป็นสีเทาอมขาว ลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลม (หรือทรงกระบอกหัวท้ายมน)
7.       ดอกหางนกยูงฝรั่ง ลักษณะเป็นช่อดอก ออกดอกตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกประกอบด้วย 2 สี คือสีแดงและสีเหลือง แต่เวลามองอาจจะเห็นเป็นสีแสด ซึ่งดอกใดที่มีสีเหลืองมากกว่า ดอกก็เป็นสีแสดออกเหลือง ๆ แต่ถ้าดอกใดมีสีแดงมากกว่าก็จะออกเป็นสีแสดออกแดง (แต่ก็มีหางนกยูงบางต้นที่สามารถออกดอกเป็นสีแดงแท้ ๆ และดอกสีเหลืองแท้ได้เหมือนกัน แต่ก็หาดูได้ยากนัก) ปกติแล้วโดยทั่วไปจะพบแต่หางนกยูงดอกสีแสด และดอกหางนกยูงฝรั่งจะออกดอกและทิ้งใบอยู่ใต้ต้นเหลือแต่บอกที่บานสะพรั่ง ทำให้ดูงดงามมากเป็นพิเศษ โดยในประเทศไทยฤดูที่ออกดอกของต้น ก็คือในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม
8.       เป็นไม้ดอกไม้ประดับ สองข้างทาง ให้ความร่มเงา รากนำมาต้มหรือทอดรับประทานกับอาหาร เป็นยาขับโลหิตในสตรี แก้อาการบวมต่างๆ ลำต้นนำมาฝนทาแก้พิษ ถอนพิษสัตว์ต่อยกัดได้  เมล็ดอ่อนของหางนกยูงฝรั่งนำมากินสดๆ ได้ สำหรับเมล็ดแก่ต้องนำมาทำให้สุกเสียก่อนจึงจะใช้กินได้ เพราะมีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ แต่จะถูกทำลายด้วยความร้อน
9.       ผลแห้งแตกสองตะเข็บ เป็นฝักทรงแบน กว้าง 3.5-5 ซม. ยาว 30-60 ซม. เปลือกแข็ง สีเขียว เมื่อสุกสีน้ำตาลอมดำ เมล็ดเรียงตามขวางของฝัก เมล็ดมีเปลือกแข็งรูปรี สีดำ 30-50 เมล็ดต่อฝัก ติดผลเดือน ก.ค.-ต.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
10.   ดอก สีแดงอมส้มหรือเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงหลั่นขนาดใหญ่ ที่ด้านข้างกิ่งและปลายกิ่ง ดอกรูปดอกหางนกยูง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปขอบขนาน ผิวด้านนอกสีเขียวสด ผิวด้านในสีแดงอมส้มหรือเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน เกสรเพศผู้ 10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลาง ดอก 5-7 ซม. ออกดอกเดือน มี.ค.-มิ.ย.
11.   ใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงเวียนสลับ แกนกลางใบ ประกอบยาว 20-40 ซม. แยกแขนงตรงข้าม 12-20 คู่ ยาว 8-15 ซม. ใบย่อย 20-30 คู่ เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมรูปขอบขนานกว้าง 0.2-0.3 ซม. ยาว 0.5-1 ซม. ปลายใบมนโคนใบเบี้ยว แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว สีเขียวเรียบเกลี้ยง

ต้นพวงชมพู


ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Antigonon Leptopus. Hook. & Arn.
ชื่อสามัญ : Mexican Creeper, Bee Bush, Bride’s tears, Coral Vine, Chain of Love, Confederate Vine, Corallita, Hearts on a Chain, Honolulu Creeper, Queen’s Jewels, Mountain Rose Coralvine, San Miguelito Vine, Rose Pink Vine
วงศ์ :    POLYGONACEAE
ชื่ออื่น : ชมพูพวง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
       ลำต้น พวงชมพูเป็นพืชล้มลุก เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีเถาขนาดเล็ก มีมือเกาะสำหรับเกาะพันต้นไม้  หรือกิ่งอื่นเพื่อการทรงตัว และสามารถเลื้อยพันสิ่งต่าง ๆ ไปได้ไกลประมาณ 40 ฟุต ลำต้น หรือเถาจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

      ใบ พวงชมพูเป็นไม้ใบเดี่ยว ดอกออกสลับกันไปตามข้อต้น ลักษณะใบเป็นรูปไข่ หรือมนรี ค่อนข้างจะเป็นทรงสามเหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบมน เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจักมนไม่แหลม แผ่นใบเป็นคลื่นไม่เรียบ ใบมีความยาว ประมาณ 7 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 7  เซนติเมตร
      ดอก  พวงชมพูออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกลุ่มตามซอกใบ ง่ามกิ่งและปลายยอด ส่วนปลายยอดสุดจะเป็นมือเกาะ ดอกสีชมพูสดใสในกลุ่ม ดอกจะประกอบด้วยช่อดอก เรียงดอกสลับทางติดกันอยู่อย่างหนาแน่น ลักษณะรูปร่างของดอกมีทรงคล้ายผอบรูปหัวใจ ดอกมีขนาดเล็ก คือ สักประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกพวงชมพู มีกลีบเลี้ยง และกลีบดอกที่คล้ายกัน ดอกกลุ่มหนึ่ง ๆ ของพวงชมพู อาจจะชูเป็นช่อตั้ง หรืออาจจะห้อยเป้ฯพวงระย้าลงก็ได้ ช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร

        ผลเป็นผลแห้งเมล็ดล่อน ลักษณะของผลเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร มีกลีบรวมที่ขยายหุ้ม

 ประโยชน์ของพวงชมพู
  • ยอดอ่อนและช่อดอกที่ยังไม่บานเต็มที่ อาจนำมาลวกให้สุกเพื่อใช้รับประทานเป็นผักจิ้มหรือชุบแป้งทอดรับประทานก็ได้
  • ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ดอกมีความสวยงามสีเย็นตาไม่ฉูดฉาดเกินไป พวงชมพูเป็นไม้ปลูกง่ายและสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ไม่มีโรคและแมลงมารบกวนจนถึงขั้นเสียหาย เหมาะแก่การนำมาปลูกลงในกระถางตั้งที่มีหลักสำหรับเกาะยึดเลื้อยขึ้นไป ปลูกลงในกระถางแขวนให้ห้อยลง ปลูกประดับตามริมขอบหน้าต่างและระเบียง หรือใช้ปลูกคลุมซุ้มที่นั่งเพื่อให้ร่มเงา หรือปลูกขึ้นคลุมต้นก็ดูสวยงามไม่น้อย ออกดอกดกมากในช่วงฤดูแล้ง คือในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน แต่ควรนำมาปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงเพราะพรรณไม้ชนิดนี้ต้องการแสงมาก ส่วนการรดน้ำควรรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง โดยการรดน้ำแต่ละครั้ง จะต้องรดให้ชุ่มแต่ไม่ต้องแฉะมาก เพราะอาจทำให้รากพืชเน่าและตายได้ในที่สุด และควรให้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อเสริมให้ต้นพวงชมพูงอกงามได้ดีขึ้นและให้ดอกที่สวยงาม





ต้นปาล์มนำ้มัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Elaeis guineensis
ชื่อสามัญ :      Oil palm
วงศ์ :    ARECACEAE (PALMAE)
ชื่ออื่น :  -

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
        ลำต้น ปาล์มน้ำมันมีลำต้นตั้งตรง มียอดเดี่ยวรูปกรวย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 - 12 เซนติเมตร สูง 2.5 - 4 เซนติเมตร ประกอบด้วยใบอ่อนและเนื้อเยื่อเจริญต้นปาล์มน้ำมันในระยะ 3 ปีแรกจะเจริญเติบโตทางด้านกว้าง หลังจากนั้นลำต้นจะยืดขึ้นปล้องฐานโคนใบ และข้อจะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อปาล์มน้ำมันอายุมากแล้ว ทางใบจะติดอยู่กับลำต้นอย่างน้อย 12 ปี หรือมากกว่านั้นแล้วเริ่มหลุดจากใบล่างขึ้นไปทางใบบนลำต้นมีการจัดเรียงตัวเวียนตามแกนลำต้น รอบละ 8 ทางใบ 2 ทิศทาง คือเวียนซ้ายและเวียนขวา เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น ประมาณ 20 - 75เซนติเมตร โดยทั่วไปลำต้นมีความสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 35 - 60 เซนติเมตรต่อปี ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและพันธุกรรม ปาล์มน้ำมันมีความสูงได้มากกว่า 30 เมตร และมีอายุยืนนานมากกว่า 100 ปี แต่การปลูกปาล์มน้ำมันเป็นการค้า ไม่ควรมีความสูงเกิน 15 - 18 เมตร หรืออายุประมาณ 25 ปี
           ใบ ของปาล์มน้ำมันเป็นใบประกอบรูปขนนก (pinnate) แต่ละใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนแกนกลางที่มีใบย่อยอยู่ 2 ข้าง และส่วนก้านทางใบ ซึ่งมีขนาดสั้นกว่าส่วนแรกและมีหนามสั้น ๆ อยู่ 2 ข้างแต่ละทางมีใบย่อย 100 - 160 คู่ แต่ละใบย่อยยาว 100 - 120 เซนติเมตร กว้าง 4 - 6 เซนติเมตร
        ดอก  ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชผสมข้าม มีดอกเพศเมียและดอกเพศผู้แยกช่อดอกภายในต้นเดียวกัน (monoecious) เมื่อดอกเจริญเต็มที่ช่อดอกย่อยตัวผู้มีขนาดยาว 10-20 ซม. หนา 0.8-1.5 ซม.  มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ   ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ช่อดอกจะพัฒนาเป็นช่อดอกเพศเมียเป็นส่วนใหญ่ ช่อดอกตัวเมียจะพัฒนาไปเป็นทะลายที่สุกแก่เต็มที่ สามารถเก็บเกี่ยวได้
        ผล  ปาล์มน้ำมันไม่มีก้านผล (sessile drup) รูปร่างมีหลายแบบ ทั้งแบบเรียวแหลม รูปไข่ หรือรูปยาวรี ความยาวผลอยู่ระหว่าง 2-5 ซม. น้ำหนักผล 3-30 กรัม ผลปาล์มประกอบด้วยผิวเปลือกนอก (exocarp) ชั้นเปลือกนอก (mesocarp) เป็นเนื้อเยื่อเส้นใย สีส้มแดงเมื่อสุกและมีน้ำมันอยู่ในชั้นนี้



ประโยชน์ของปาล์มนำ้มัน
      ปาล์มน้ำมัน นั้นมีคุณประโยชน์มากมาย โดยน้ำมันปาล์มนั้นได้จาก 2 ส่วนของปาล์ม คือ ส่วนเปลือกนอกประมาณ  16-25 % ของน้ำหนักทะลาย และส่วนเนื้อในประมาณ 3-5 % ของน้ำหนักทะลาย นอกจากนี้ทุกๆ ส่วนของปาล์มน้ำมัน ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมพลังงาน เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน นั้นเกิดจากการกระบวนการแปรรูปซึ่งได้ผลที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้กากอุตสาหกรรมจากกระบวนการแปรรูปปาล์มน้ำมันยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ขอแยกประโยชน์จากส่วนต่างๆของปาล์มน้ำมัน ได้ดังนี้
1.       น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil) 
1.1 ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น น้ำมันปาล์มดิบ นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น อุตสาหกรรมการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนยเทียม ไอศกรีม นมข้นหวาน สบู่ เป็นต้น
1.2 ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกไขปาล์มบริสุทธิ์ออกจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (RPO) ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารที่เกี่ยวกับการทอดทุกชนิด เช่น ขนมขบเคี้ยว อาหารทอดสำเร็จรูป อุตสาหกรรมการผลิตเนยเทียม เนยขาว ครีมฉาบหน้าขนม ฯลฯ
1.3 ผลิตภัณฑ์ที่ได้หลังจากการกลั่น น้ำมันปาล์มดิบ ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการผลิตสบู่ อุตสาหกรรมโอลีโอเคมีคอล การผลิตวิตามิน E รวมถึง อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล
2.       น้ำมันเมล็ดในปาล์ม (Palmkernel oil)
2.1 ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น น้ำมันเมล็ดในปาล์ม ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตสบู่ อุตสาหกรรมอาหาร เช่น นมข้นหวาน ไอศกรีม เนยขาว ฯลฯ  ใช้ในอุตสาหกรรมโอลีโอเคมีคอล อุตสาหกรรมโอลีโอเคมีคอล รวมถึง อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล
2.2 ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกไขปาล์มบริสุทธิ์ออกจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเนยเทียม เนยขาว ครีมฉาบหน้าขนม ฯลฯ รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตสบู่โอลีโอเคมีคอล
2.3 ผลิตภัณฑ์ที่ได้หลังจากการสกัดน้ำมันออกจากเมล็ดในปาล์ม  ได้กากเมล็ดในปาล์ม ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
3.       ทะลายปาล์มเปล่า (Empty Bunch) สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำ
4.       เส้นใย (Fiber) สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำ

5.       กะลา (Shell) สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำ

ต้นกล้วยพัด


ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Ravenala madagascariensis Sonn.
ชื่อสามัญ :      Traveller’s tree
วงศ์ :    STRELITZIACEAE
ชื่ออื่น :  กล้วยฝรั่ง กล้วยลังกา กล้วยศาสนา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
        ลำต้น ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 4-15 เมตร ลำต้นตรงกลม สีน้ำตาล มีข้อสั้นๆ ทรงพุ่มแบนกว้าง 3-6 เมตร
        ใบ ใบเดี่ยวขนาดใหญ่กว่าใบกล้วยทั่วไป รูปขอบขนาน ผิวใบค่อนข้างเรียบ สีเขียว เรียงเป็นสองข้างสลับซ้ายขวาจนถึงยอด คล้ายพัดขนาดใหญ่ ก้านใบยาวและแผ่หุ้มลำต้นไว้
        ดอก  สีขาวออกเป็นช่อตามซอกใบ ใบประดับแข็งเป็นกาบคล้ายรูปเรือหุ้มช่อดอก สีเหลืองอมเขียว ปลายแหลม เรียงสลับกันซ้ายขวา ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกดอกในช่วงเดือน สิงหาคม-พฤศจิกายน
        ผล  ผลแก่สีน้ำเงินเข้ม ขนาด 6-8 มิลลิเมตร รูปทรงเกือบกลม


ประโยชน์ของกล้วยพัด
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป กาบดอกแข็ง ใช้ทำเครื่องประดับและหัตถกรรมได้หลายชนิด

ต้นลีลาวดีลูกศร

ชื่อวิทยาศาสตร์   :      Plumeria spp . ชื่อสามัญ  :     Frangipani , Pagoda tree, Temple tree วงศ์  :    Apocynaceae ชื่ออื่น :  ...